ปัญหาผิวหย่อนคล้อย ริ้วรอย และกรอบหน้าไม่ชัด เป็นสิ่งที่หลายคนอยากแก้ไขอย่างได้ผล ปัจจุบันเทคนิคยอดนิยมมีทั้ง Filler Lifting และ Biostimulator Lifting ซึ่งต่างก็มีข้อดีและจุดเด่นที่แตกต่างกัน บทความนี้จะพาคุณมาเจาะลึกกลไก ผลลัพธ์ และความเหมาะสมของทั้งสองวิธี เพื่อช่วยให้คุณตัดสินใจได้ง่ายขึ้นว่าแบบไหนเหมาะกับผิวและความต้องการของคุณที่สุด
Filler Lifting คืออะไร?
Filler Lifting หรือที่หลายคนคุ้นกันในชื่อ การฉีดฟิลเลอร์ (HA Filler) คือการฉีดสารไฮยาลูโรนิกแอซิดเข้าไปในชั้นผิว เพื่อ เพิ่มวอลุ่ม ยกกระชับ และเติมเต็มริ้วรอย ผลลัพธ์สามารถเห็นได้ทันทีหลังทำ จึงเป็นที่นิยมอย่างมากในกลุ่มคนที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงแบบ “ด่วนทันใจ”
- กลไกการทำงาน: เติมสารโดยตรงเพื่อเสริมโครงสร้างและเพิ่มความตึง
- ข้อดี: เห็นผลรวดเร็ว สามารถแก้ไขปัญหาเฉพาะจุด เช่น ขมับตอบ ร่องแก้ม ใต้ตาลึก
- ข้อจำกัด: ผลลัพธ์อยู่ได้ 6–18 เดือน หลังจากนั้นต้องฉีดซ้ำ
Biostimulator Lifting คืออะไร?
Biostimulator Lifting คือเทคนิคการใช้สารกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน เช่น PLLA (Poly-L-Lactic Acid) หรือ CaHA (Calcium Hydroxylapatite) โดยสารเหล่านี้ไม่ได้เติมวอลุ่มทันที แต่จะ กระตุ้นร่างกายให้สร้างคอลลาเจนใหม่ ทำให้ผิวค่อย ๆ กระชับ เนียนเรียบ และดูอ่อนเยาว์ขึ้นตามธรรมชาติ
- กลไกการทำงาน: กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ผิวหนัง
- ข้อดี: ให้ผลลัพธ์ระยะยาว (1–2 ปี) ช่วยปรับคุณภาพผิวโดยรวม
- ข้อจำกัด: ต้องใช้เวลา อาจต้องทำ 2–3 ครั้งเพื่อให้ได้ผลชัดเจน
การเปรียบเทียบ Filler Lifting vs Biostimulator Lifting
กลไกการออกฤทธิ์ (Mechanism of Action)
- Filler Lifting: เติมสารโดยตรง → เห็นผลทันที
- Biostimulator Lifting: กระตุ้นคอลลาเจนใหม่ → ผลลัพธ์ค่อยเป็นค่อยไป
ผลลัพธ์และความคงทน (Efficacy and Longevity)
- Filler: ให้ผลทันที เหมาะกับผู้ที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงเร็ว แต่ผลอยู่ประมาณ 6–18 เดือน
- Biostimulator: ใช้เวลา แต่ผลยาวนานกว่า (1–2 ปี) และช่วยฟื้นฟูคุณภาพผิว
ความปลอดภัย (Safety)
- Filler: ผลข้างเคียงเล็กน้อย เช่น บวม แดง หรือช้ำ มักหายไปเอง
- Biostimulator: ปลอดภัยเช่นกัน แต่ยังคงมีงานวิจัยเพิ่มเติมเพื่อยืนยันผลลัพธ์ระยะยาว
เหมาะกับใคร?
Filler Lifting:
เหมาะกับผู้ที่ต้องการผลลัพธ์รวดเร็ว เช่น เตรียมตัวออกงานสำคัญ ต้องการแก้ไขจุดบกพร่องเฉพาะจุด หรืออยากเห็นการเปลี่ยนแปลงทันที
Biostimulator Lifting:
เหมาะกับผู้ที่ต้องการการฟื้นฟูผิวอย่างเป็นธรรมชาติ เน้นความกระชับ ความเรียบเนียน และผลลัพธ์ที่ต่อเนื่องและยั่งยืน
สรุป – เลือก Filler หรือ Biostimulator ดี?
จริง ๆ แล้ว ทั้ง Filler Lifting และ Biostimulator Lifting ไม่ได้ขัดแย้งกัน แต่สามารถเลือกใช้ตามเป้าหมายของแต่ละคน
หากคุณอยากเห็นผล ทันที – เลือก Filler Lifting
หากคุณต้องการผลลัพธ์ที่ ยาวนานและฟื้นฟูผิวจากภายใน – เลือก Biostimulator Lifting
แพทย์อาจแนะนำ การผสมผสานทั้งสองวิธี เพื่อได้ผลลัพธ์ที่สมดุล ทั้งความรวดเร็วและความยั่งยืน
❓ FAQ – คำถามที่พบบ่อย
Q1: Filler Lifting อยู่ได้นานแค่ไหน?
A: โดยทั่วไปผลลัพธ์อยู่ได้ประมาณ 6–18 เดือน ขึ้นอยู่กับชนิดของฟิลเลอร์และการดูแลหลังทำ
Q2: Biostimulator Lifting ต้องทำกี่ครั้งถึงจะเห็นผล?
A: ปกติต้องทำ 2–3 ครั้ง ห่างกันประมาณ 1–2 เดือน เพื่อกระตุ้นคอลลาเจนและเห็นผลเต็มที่
Q3: Filler หรือ Biostimulator อันไหนปลอดภัยกว่ากัน?
A: ทั้งสองวิธีปลอดภัยหากทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ความแตกต่างอยู่ที่กลไกการทำงานและผลลัพธ์ที่ได้
Q4: สามารถทำ Filler และ Biostimulator ควบคู่กันได้หรือไม่?
A: ได้ และมักให้ผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้น เพราะฟิลเลอร์ช่วยเห็นผลทันที ส่วน Biostimulator ช่วยเสริมความยั่งยืนในระยะยาว
สิ่งสำคัญคือการได้รับคำแนะนำจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่เข้าใจโครงสร้างใบหน้าและปัญหาผิวเฉพาะบุคคลของคุณ ที่เดรม่าคลินิกของเรามีบริการ ปรึกษาคุณหมอฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย เพื่อให้คุณมั่นใจได้ว่าการตัดสินใจครั้งนี้จะปลอดภัย เหมาะสม และคุ้มค่าที่สุด ไม่ว่าคุณจะต้องการผลลัพธ์ที่รวดเร็วทันใจ หรือการฟื้นฟูระยะยาว เราพร้อมดูแลและออกแบบแผนการรักษาเฉพาะคุณโดยตรง 👉 จองคิวปรึกษาได้เลยวันนี้ เพื่อก้าวสู่ผิวที่ดูอ่อนเยาว์และมั่นใจมากยิ่งขึ้น
ดูรีวิวฟิลเลอร์ปรับรูปหน้าเพิ่มเติม
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
- Tel: 080-992-6964
- Line: @dremaclinic
- Facebook: Drema Clinic Aesthetics & Laser
- Email: dremahouse.clinic@gmail.com





